ความสำคัญและพันธกิจ

ความสำคัญของประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อกลุ่มบริษัทฯ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และมีความจำเป็นเร่งด่วนทางธุรกิจ (Urgent Business Priority) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพ ความเสถียร และความยั่งยืนของการดำเนินงานด้านพลังงานหมุนเวียน (พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวล) ในฐานะผู้นำด้านพลังงานสะอาด กลุ่มบริษัทฯ จึงบูรณาการประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่แกนหลักของการดำเนินงาน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Business Resilience) และเตรียมความพร้อมรับมือกับ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) และ ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) ซึ่งการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ระดับโลกในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการมลพิษทางอากาศ

เป้าหมายสำคัญ และผลการดำเนินงาน

เป้าหมายสำคัญ

ยกระดับความสามารถในการปรับตัว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลยุทธ์ลดความเสี่ยง เพื่อรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในระยะยาว
บูรณาการกลยุทธ์สู่มาตรฐานสากล กำหนดเป้าหมายและเปิดเผยข้อมูลตามกรอบความร่วมมือระดับโลก ได้แก่ แนวทางอิงวิทยาศาสตร์ (Science-Based Targets initiative: SBTi), กรอบการรายงาน TCFD (Task Force on Climate-related Financial Disclosures) และ Net-Zero Commitments เพื่อตอบสนองต่อข้อกำหนดและความคาดหวังของนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแล
ผนึกกำลังกับผู้มีส่วนได้เสีย บูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม พันธมิตรทางธุรกิจ คู่ค้า และชุมชน เพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) และสนับสนุนพันธกิจด้านสภาพภูมิอากาศในระดับสากล
/

ผลการดำเนินงาน 2568

รายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก HO SPN WVO SN UPT WINCHAI SEG 1/ TGC TTQN SSE 1/ TTTV รวมปี 2568
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงขององค์กร ขอบเขตที่ 1 (หน่วย : ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
การเผาไหม้อยู่กับที่ 0 0 0 14.36 4,364.41 0 0 N/A 0.55 0 N/A 4,374.32
การเผาไหม้ที่มีการเคลื่อนที่ 37.53 0 0 18.12 1.56 0 0 19.18 2.64 0 N/A 79.52
การรั่วไหลและอื่น ๆ
- สารดับเพลิง CO2
- ก๊าซมีเทนในระบบ Septic tanks
5.94 5.16 0.73 0.55 5.15 1.99 0 N/A N/A 0 N/A 24.02
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 ประเทศไทย 4,455.50
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 ต่างประเทศ 22.37
รวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 ทั้งหมด 4,477.87
การลดก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 เปรียบเทียบ ปี 2567 ▼ 35.2 ปริมาณลดลงเนื่องจากกิจกรรมการใช้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าของโครงการ UPT ลดลง
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน ขอบเขตที่ 2 (หน่วย : ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
การใช้พลังงานไฟฟ้า 15.42 245.22 8.75 2.18 56.39 264.17 328.55 0 339.96 0 372.78 1,633.42
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 ประเทศไทย 592.13
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 ต่างประเทศ 1,041.29
รวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 ทั้งหมด 1,633.42
การลดก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 2 เปรียบเทียบ ปี 2567 ▼ 134.62 ปริมาณลดลงเนื่องจากการใช้ไฟฟ้าของโครงการ TTQN ลดลง
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ ขอบเขตที่ 3 (หน่วย : ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
การใช้พลังงาน และเชื้อเพลิงของผู้รับเหมาช่วงการผลิตไฟฟ้าและการซ่อมบำรุง 0 0 0 0 321.35 0.27 N/A N/A N/A N/A N/A 321.62
การเดินทางติดต่อธุรกิจโดยเครื่องบิน 42.59 0 0 0 0 0 N/A N/A N/A N/A N/A 42.59
การเดินทางไปกลับของบุคลากรจากที่พักถึง องค์กรด้วยพาหนะส่วนตัว 82.6 10.6 5.17 0 4.56 10.16 N/A N/A N/A N/A N/A 113.09
การใช้น้ำประปา N/A 0.61 0 0.03 29.03 0.2 0 0 0 0 0.26 30.13
การใช้กระดาษ N/A N/A 0.01 0 0.21 N/A N/A N/A N/A N/A N/A 0.22
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ประเทศไทย 507.39
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ต่างประเทศ 0.26
รวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ทั้งหมด 507.65
การลดก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 เปรียบเทียบ ปี 2567 ▼ 133.4 ปริมาณลดลงเนื่องจากการปรับโครงสร้างการทำงานในโครงการ SPN โดยบริษัทได้ยกเลิกจ้างผู้รับเหมา O&M และเปลี่ยนมาดำเนินการเอง
รายได้รวม (ล้านบาท) 3,146.40
สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1&2 ต่อหน่วยการ ผลิตไฟฟ้า (หน่วย : ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อ เมกะวัตต์-ชั่วโมง) 0.0091
สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 2 &3 ต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้า (หน่วย : ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อ เมกะวัตต์-ชั่วโมง) 0.0099
สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม ทั้งกลุ่มบริษัทต่อรายได้รวม (ขอบเขต 1 และขอบเขต 2) (tCO2e/ล้านบาท) 1.9
สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม ทั้งกลุ่มบริษัทต่อรายได้รวม (ขอบเขต 1 ขอบเขต 2 และขอบเขต 3) (tCO2e/ล้านบาท) 2.1

หมายเหตุ:

1/ ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการ SEG และ SSE ไม่ถูกนำมารวมในตารางนี้ เนื่องจากอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบและการรายงานของผู้รับเหมางาน O&M เพื่อหลีกเลี่ยงการนับข้อมูลซ้ำซ้อน

แนวทางการบริหารจัดการ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก “การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Preserving Environmental)” กลุ่มบริษัทฯ ได้แบ่งแนวทางการรับมือออกเป็น 2 มิติเชิงรุก ได้แก่

  1. การจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk Management): มุ่งเน้นการปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐ เทคโนโลยี และพลวัตของตลาดพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
  2. การจัดการความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk Management): มุ่งเน้นการออกแบบและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของโรงไฟฟ้าให้มีความแข็งแกร่งทนทาน เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติ เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง (Acute Risks) และรูปแบบสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Chronic Risks)
การประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและยุทธศาสตร์การปรับตัว (Climate Risk Assessment & Mitigation Strategy)

กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรอบด้าน เพื่อระบุ ประเมิน และบริหารจัดการทั้ง ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) และ ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ กระบวนการนี้ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก เช่น การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDCs) และเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส (2°C Scenario: 2DS) ของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ในการรับมือกับภัยคุกคามด้านสภาพภูมิอากาศ

เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ กลุ่มบริษัทฯ ได้กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลและกลยุทธ์การลดความเสี่ยง ดังนี้

1. โครงสร้างการกำกับดูแลด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Governance Structure) องค์ประกอบสำคัญของกระบวนการบริหารจัดการคือการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบ (Roles and Responsibilities) อย่างชัดเจนในทุกระดับการบริหาร

  • การกำกับดูแลระดับคณะกรรมการ (Board Oversight): คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) ทำหน้าที่กำกับดูแลสูงสุดในการบริหารความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเด็นเหล่านี้ถูกบูรณาการเข้ากับกระบวนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร (Strategic Decision-Making Processes) อย่างเหมาะสม โดยคณะกรรมการจะทบทวนรายงานความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสม่ำเสมอ และกำหนดเป้าหมายระยะยาวเพื่อสนับสนุนพันธกิจด้านความยั่งยืนของกลุ่มบริษัทฯ
  • การบริหารจัดการโดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee: RMC): กลุ่มบริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง (และกรรมการอิสระ) ได้แก่
    1. พลเอกไพรัช โพธิ์อุบล ประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
    2. นายธนา บุบผาวาณิชย์ กรรมการบริหารความเสี่ยงและกรรมการอิสระ
    3. นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการบริหารความเสี่ยงและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ทำหน้าที่ติดตาม ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ครอบคลุมถึงการประเมินผลกระทบจากความเสี่ยงด้านนโยบายและกฎระเบียบ (Policy and Regulatory Risks) ความเสี่ยงทางการตลาด (Market Risks) ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technology Risks) ตลอดจนความเสี่ยงทางกายภาพทั้งแบบเฉียบพลัน (Acute Risks) และแบบเรื้อรัง (Chronic Risks) โดย RMC มีหน้าที่บูรณาการความเสี่ยงเหล่านี้เข้ากับกรอบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (ERM Framework) และจัดทำรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างต่อเนื่อง

2. การขับเคลื่อนกลยุทธ์แบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน (Cross-Functional Collaboration & Execution) ผู้บริหารระดับสูง (Senior Executives) ในส่วนงานหลัก ได้แก่ การพัฒนาธุรกิจ การดำเนินงาน การจัดซื้อจัดหา และความยั่งยืน มีบทบาทสำคัญในการนำมาตรการลดความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติจริง (Implementing Mitigation Strategies) และระบุโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ผู้บริหารระดับสูง (Senior Executives) ในส่วนงานหลัก ได้แก่ การพัฒนาธุรกิจ การดำเนินงาน การจัดซื้อจัดหา และความยั่งยืน มีบทบาทสำคัญในการนำมาตรการลดความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติจริง (Implementing Mitigation Strategies) และระบุโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ทุกหน่วยงานเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การปรับตัว โดยมุ่งเน้นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพอากาศ (Climate-Resilient Infrastructure)
  • การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Technologies)
  • การส่งเสริมนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Innovation)

แนวทางแบบบูรณาการนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านความรับผิดชอบของผู้นำองค์กร (Leadership Accountability) และความร่วมมือข้ามสายงาน

การบูรณาการโครงสร้างการกำกับดูแลทั้งในระดับคณะกรรมการและระดับผู้บริหาร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทฯ ในการสร้างความยืดหยุ่นในการปรับตัว (Climate Resilience) และมุ่งเน้นบทบาทผู้นำในการขับเคลื่อนสู่อนาคตพลังงานคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Future) อย่างยั่งยืน


การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2593 และ Carbon Neutrality ภายในปี 2573 กลุ่มบริษัทฯ ต้องดำเนินกลยุทธ์อย่างครอบคลุม โดยรวมถึงการขยายพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การดำเนินโครงการชดเชยคาร์บอน และการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานที่ยั่งยืน แนวทางสำคัญมีดังนี้

01

ลดการปล่อยก๊าซจากการดำเนินงาน (Scope 1 & 2) ลง 50% ภายในปี 2578 - โดยปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานโดยเปลี่ยนไปใช้ เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อลดการใช้พลังงาน ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ศึกษาการกักเก็บคาร์บอนในดิน และการดูดซับ CO₂ จากอากาศ

02

ลดการปล่อยก๊าซจากห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3) ลง 30% ภายในปี 2583 – ร่วมมือกับคู่ค้า พันธมิตร เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสนับสนุนให้คู่ค้า พันธมิตรใช้ วัสดุที่ยั่งยืน การขนส่งคาร์บอนต่ำ และพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ โดยเปลี่ยนมาใช้ รถยนต์ไฟฟ้า ไฮโดรเจน และเชื้อเพลิงชีวภาพ และนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ โดยรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่สำหรับแผงโซลาร์เซลล์ ใบพัดกังหันลม และวัสดุชีวมวล เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากวัสดุและของเสีย

03

ลดความเข้มข้นของคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเข้มข้นของคาร์บอนต่อ MWh ลง 40% ภายในปี 2578 โดยปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตพลังงานมากขึ้นโดยปล่อยคาร์บอนน้อยลง และใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลพลังงานความร้อน โดยนำพลังงานความร้อนส่วนเกินจากโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลกลับมาใช้เพื่อลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิง

04

เพิ่มความโปร่งใส การปฏิบัติตามมาตรฐาน และเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก โดยสอดคล้องกับ Science-Based Targets (SBTi), TCFD และ ISO 14064 (การคำนวณการปล่อย GHG) และเพิ่มความโปร่งใสในการรายงาน ESG โดยจัดทำรายงานการปล่อย GHG และประสิทธิภาพด้าน ESG อย่างชัดเจนและตรวจสอบได้ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน

การจัดการมลพิษทางอากาศ

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

เพื่อให้การควบคุมมลพิษทางอากาศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล กลุ่มบริษัทมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งเน้นการลดมลพิษที่แหล่งกำเนิดและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมสากลและไทย พร้อมกำหนดแผนควบคุมผลกระทบ บริหารจัดการประเด็นสำคัญ เช่น การจัดการมลพิษอากาศ การใช้น้ำ และของเสีย ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ส่งเสริมจิตสำนึกพนักงานและชุมชนเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยในปี 2568 ได้ดำเนินการทบทวนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมโดยคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ผลการทบทวนพบว่า นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มบริษัท มีความเหมาะสม และไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้

01

การใช้เทคโนโลยีลดมลพิษ โดยติดตั้งระบบกรองอากาศและเทคโนโลยีดักจับมลพิษ เช่น Electrostatic Precipitators (ESP) ในโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล บริษัท ยูนิ พาวเวอร์ เทค จำกัด (UPT) เพื่อลดฝุ่นละอองและสารพิษในอากาศ

02

ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านมลพิษทางอากาศของทั้งในประเทศและระดับสากล เช่น มาตรฐานคุณภาพอากาศของ WHO หรือ ISO 14001 และการจัดทำรายงานการปล่อยมลพิษเป็นประจำ และดำเนินมาตรการปรับปรุงเพื่อให้การปล่อยก๊าซอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด รวมทั้งการควบคุมอุณหภูมิที่เตาเผา และการคัดเลือกวัตถุดิบต้นทางให้เกิดมลภาวะต่ำสุด

03

การตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ (Continuous Emission Monitoring System - CEMS) เพื่อตรวจสอบระดับการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด และสามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงที และทำการตรวจสอบอากาศรอบบริเวณโรงไฟฟ้าและชุมชนโดยรอบเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชน

04

การสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และชุมชน เพื่อนำเสนอแนวทางการลดมลพิษและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งให้ความรู้แก่พนักงานและชุมชนเกี่ยวกับแนวทางป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ

05

ควบคุมเสียงรบกวนจากกังหันลม ไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ: ระดับเสียงจากกังหันลมเป็นไปตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) และประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2540) เรื่อง กำหนดมาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป สำหรับพื้นที่อยู่อาศัยที่ได้กำหนดว่าเสียงที่เป็นอันตรายคือเสียงที่มีความดังเกิน 85 เดซิเบลเอที่ทุกความถี่ โดยที่กังหันลมของกลุ่มบริษัทฯ มีระยะห่างจากพื้นที่อยู่อาศัยไม่น้อยกว่า 300 เมตร โดยจะมีระดับเสียงรบกวนประมาณ 43 เดซิเบลเอ ซึ่งเป็นระดับเสียงที่ไม่เป็นอันตรายต่อการได้ยินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ติดตั้งกังหันลม

ข้อมูลเสียงรบกวนจากกังหันลม โครงการวินชัย จังหวัดมุกดาหาร

ผลการตรวจวัดระดับเสียงใน 8 สถานีตรวจวัด ได้แก่ บริเวณอาคารอเนกประสงค์จุด A, บริเวณกุฏิพระสงฆ์จุด B, บริเวณกุฏิพระสงฆ์ชั่วคราว จุด C, บริเวณบ้านพักตากอากาศ จุด D, บริเวณบ้านหลุบปึ้ง, บริเวณวัดภูยางเดี่ยว, บริเวณบ้านหนองนกเขียน, และบริเวณบ้านร่มเกล้า ตรวจวัดวันที่ 24-25 ธันวาคม 2568

ผลการตรวจวัด เดซิเบล (เอ): แสดงผลการตรวจวัดระดับเสียงมี 4 ค่า คือ

  • Leq 24 hr: ระดับเสียงเฉลี่ยใน 24 ชั่วโมง
  • Lmax: ระดับเสียงสูงสุดที่ตรวจวัดได้
  • Ldn: ระดับเสียงเฉลี่ยกลางวัน-กลางคืน
  • L90: ระดับเสียงพื้นฐาน
สถานีตรวจวัด ผลการตรวจวัดเดซิเบล (เอ)
Leq 24 hr Lmax Ldn L90
1. บริเวณอาคารอเนกประสงค์จุด A 47.2 74.5 53.6 44.5
2. บริเวณกุฏิพระสงฆ์จุด B 48.2 85.1 52.9 43.5
3. บริเวณกุฏิพระสงฆ์ชั่วคราวจุด C 52.3 90.4 60.3 50.5
4. บริเวณบ้านพักตากอากาศจุด D 56.5 80.6 61.4 53.1
5. บริเวณบ้านหลุมปึ้ง หมู่ที่ 1 52.1 93.1 59.6 45.1
6. บริเวณวัดภูยางเดี่ยว ตำบลร่มเกล้า 50.6 86.7 57.9 46.8
7. บริเวณบ้านหนองนกเขียน หมู่ที่ 4 48.6 77.6 51.7 52.3
8. บริเวณบ้านร่มเกล้า หมู่ที่ 2 51.7 78.0 58.7 45.7
มาตรฐานประเทศไทย 70 115 - -

หมายเหตุ *มาตรฐาน แสดงค่ามาตรฐานระดับเสียงตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2540) คือ Leq 24 hr ไม่เกิน 70 เดซิเบล(เอ) และ Lmax ไม่เกิน 115 เดซิเบล(เอ)


ข้อมูลเสียงรบกวนจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล บริษัท ยูนิ พาวเวอร์ เทค จำกัด (UPT) จังหวัดนครราชสีมา

ผลการตรวจวัดระดับเสียงใน 5 สถานีตรวจวัด ได้แก่ ริมรั้วโรงงานด้านโรงเรียนถนนคต, ริมรั้วโรงงานด้านวัดหนองรีวนาราม, ริมรั้วโรงงานด้านชุมชนสีคิ้ว, โรงเรียนบ้านถนนคต, และวัดหนองรีวณาราม ตรวจวัดวันที่ 6-7 ธันวาคม 2568

ผลการตรวจวัด เดซิเบล (เอ): แสดงผลการตรวจวัดระดับเสียงมี 5 ค่า คือ

  • Leq 24 hr: ระดับเสียงเฉลี่ยใน 24 ชั่วโมง
  • Lmax: ระดับเสียงสูงสุดที่ตรวจวัดได้
  • L90: ระดับเสียงพื้นฐาน
  • ระดับเสียงรบกวนสูงสุดช่วงเวลากลางวัน (06:00-22:00 น.)
  • ระดับเสียงรบกวนสูงสุดช่วงเวลากลางคืน (22:00-06:00 น.)
สถานีตรวจวัด ผลการตรวจวัดเดซิเบล (เอ)
Leq 24 hr Lmax L90 ระดับเสียงรบกวนสูงสุดช่วงเวลากลางวัน (06:00–22:00 hrs.) ระดับเสียงรบกวนสูงสุดช่วงเวลากลางคืน (22:00–06:00 hrs.)
1. ริมรั้วด้านที่ติดกับชุมชนสีคิ้ว 54.8 60.9 52.4 - -
2. ริมรั้วที่ติดกับวัด 46.5 74.3 40.8 5.6 9.1
3. ริมรั้วที่ติดกับโรงเรียน 50.8 61.6 37.3 2.4 -
4. โรงเรียนบ้านถนนคต 47.8 61.1 44.6 1.4 1.7
5. วัดหนองรีวณาราม 46.7 67.3 42.3 - 4.7
มาตรฐานประเทศไทย 70 115 - 10 10

หมายเหตุ *มาตรฐานประเทศไทย: แสดงค่ามาตรฐานระดับเสียงตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2540) คือ Leq 24 hr ไม่เกิน 70 เดซิเบล(เอ) และ Lmax ไม่เกิน 115 เดซิเบล (เอ) และประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2543) คือ ค่าระดับเสียงรบกวนต้องไม่เกิน 10 เดซิเบลเอ (dB(A)) เมื่อเทียบกับระดับเสียงพื้นฐาน


ข้อมูลปริมาณการปล่อยมลสาร (SOx, NOx, and PM) – โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล บริษัท ยูนิ พาวเวอร์เทค จำกัด (UPT) จังหวัดนครราชสีมา

ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องระบายอากาศด้วย CEMS จำนวน 1 ปล่อง กรณีเดินเครื่องในสภาวะปกติ และกรณีพ่นเขม่า ในวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ดัชนีที่ตรวจวัด ได้แก่ ปริมาณฝุ่นละออง (TSP) ปริมาณออกไซด์ของไนโตรเจน ในรูปไนโตรเจนไดออกไซด์ (NOx as NO2) ปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ปริมาณคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และเขม่าควัน (Opacity)

รายละเอียด หน่วย ผลการตรวจวัด ปล่อง Boiler 45 Ton (Normal) ผลการตรวจวัด ปล่อง Boiler 45 Ton (Soot blow) มาตรฐาน 1/
6 ธันวาคม 2568 6 ธันวาคม 2568
ประเภทเชื้อเพลิง - ชีวมวล ชีวมวล -
ฝุ่นละอองรวม (Total Suspended Particulate)k มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร 1.787 6.487 120
ออกไซด์ของไนโตรเจน (Oxides of Nitrogen) ppm 86.097 79.683 200
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide) ppm <0.001 <0.001 60
คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ppm 239.466 220.625 690
ความทึบแสง (Opacity) % 5 9.8 10 2/

หมายเหตุ:

  • 1/ มาตรฐาน: ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าใหม่ พ.ศ. 2553 อ้างอิงค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่มีการเผาใหม้เชื้อเพลิงประเภทเชื้อเพลิงชีวมวล
  • 2/ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดค่าปริมาณเขม่าควันที่เจือปนในอากาศที่ระบายออกจากปล่องของหม้อไอน้ำของโรงงาน พ.ศ. 2549

ผลการคำนวณปริมาณการปล่อยมลสาร (ตัน)

ปี SO2 NO2 PM
ปริมาณการปล่อย (ตัน) Intensity (kg/MWh) ปริมาณการปล่อย (ตัน) Intensity (kg/MWh) ปริมาณการปล่อย (ตัน) Intensity (kg/MWh)
2567 0.95 0.0127 110.14 1.47 38.41 0.51
2568 0.50 0.0067 132.41 1.78 22.08 0.30

หมายเหตุ: *เนื่องจากกิจการผลิตไฟฟ้าของบริษัทใช้พลังงานแสงอาทิตย์และลมเป็นหลัก ซึ่งไม่มีการปล่อยมลสารในกระบวนการผลิต ข้อมูลในตารางจึงครอบคลุมเฉพาะโครงการ UPT (ผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล) เท่านั้น

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

นโยบายสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ