ความสำคัญและพันธกิจ

กลุ่มบริษัทฯ ตระหนักดีว่า ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) ไม่สามารถวัดได้จากผลประกอบการทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องชี้วัดจาก "ความยั่งยืนและความเข้มแข็งของชุมชน" ที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจ ภายใต้เสาหลักกลยุทธ์ความยั่งยืน "PARTNERING for Good Society" (ร่วมสร้างสังคมที่ดี) กลุ่มบริษัทฯ มองว่าชุมชนไม่ใช่เพียงผู้ได้รับผลกระทบ แต่เป็น "พันธมิตรเชิงกลยุทธ์" ที่สำคัญยิ่ง

ความรับผิดชอบทางสังคมของกลุ่มบริษัทฯ จึงก้าวข้ามกรอบแนวคิดแบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการลดผลกระทบเชิงลบ (Mitigation) สู่การมุ่งสร้าง ผลกระทบเชิงบวก (Net Positive Impact) และการขับเคลื่อน การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value - CSV) ให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม กลุ่มบริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันระหว่างโรงไฟฟ้าและชุมชน เป็นระบบนิเวศแห่งการพึ่งพาอาศัยและเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน

การสร้างการมีส่วนร่วมและความไว้วางใจ (Stakeholder Engagement & Trust Building) การลงพื้นที่เข้าถึงชุมชนอย่างจริงใจ เพื่อสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องโปร่งใสเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ถือเป็น "กรอบการทำงานพื้นฐาน (Fundamental Framework)" ของบุคลากรทุกคน กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่สร้างการยอมรับและความไว้วางใจ (Social License to Operate) จากชุมชน แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มบริษัทฯ ได้นำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น นอกจากนี้ การส่งเสริมให้บุคลากรลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชน ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้ (Volunteerism) ซึ่งสะท้อนค่านิยมองค์กร "FAIR" (โดยเฉพาะตัว R - Responsibility ความรับผิดชอบ) ให้ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรอย่างแท้จริง

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
ในการมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน

เป้าหมาย และผลการดำเนินงาน

เป้าหมาย

/

ผลการดำเนินงาน 2568

ในปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ เริ่มทำการสำรวจความพึงพอใจต่อการดำเนินงานด้านการบริหารความสัมพันธ์กับชุมชน โดยสำรวจชุมชนใกล้เคียงพื้นที่โครงการ 4 แห่ง จำนวนผู้ประเมินความพึงพอใจ 55คน คิดเป็นความพึงพอใจเฉลี่ยร้อยละ
ในปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ "PARTNERING for Good Society" โดยสามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดด้านความสัมพันธ์ชุมชน นั่นคือ ข้อร้องเรียนและผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนเป็น ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการยกระดับกระบวนการประเมินผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment) และการบริหารความสัมพันธ์กับชุมชนเชิงรุก (Proactive Community Relations Management) ตามมาตรฐานความยั่งยืนสากล

แนวทางการบริหารจัดการ

1. การเสริมสร้างพลังชุมชนและกลไกการรับเรื่องร้องเรียน (Community Empowerment & Grievance Mechanism) กลุ่มบริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างความไว้วางใจ (Trust) และการยอมรับจากสังคม (Social License to Operate) ผ่านการสื่อสารข้อมูลที่โปร่งใสและถูกต้องเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ชุมชนไม่เพียงแต่เป็นผู้รับฟัง แต่ยังมีส่วนร่วมในการนำเสนอความคิดเห็นด้านความปลอดภัยและแจ้งเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล กลุ่มบริษัทฯ ได้จัดตั้ง "กลไกการรับเรื่องร้องเรียน" (Grievance Mechanism) ที่เป็นทางการ เข้าถึงง่าย โปร่งใส และมีกระบวนการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างรัดกุม เพื่อรับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มโดยสามารถติดต่อได้ผ่านช่องทางดังนี้:

  • กล่องรับความคิดเห็น: ติดตั้งบริเวณหน้าโครงการทุกแห่ง
  • เวทีสานเสวนา: ผ่านการประชุมคณะกรรมการชุมชน
  • ไปรษณีย์ : ส่งถึง คณะกรรมการตรวจสอบ หรือเลขานุการบริษัท
    บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน)
    325/14 ถนนหลานหลวง แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300
  • โทรศัพท์ : +66 2 628 0991 - 2เว็บไซต์: www.sermsang.com
  • อีเมล: info@sermsang.co.th

2. การสำรวจความคิดเห็นและรับข้อเสนอแนะ (Community Survey and Feedback)

กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นและรับข้อเสนอแนะจากประชาชนที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงโครงการก่อนเริ่มการก่อสร้าง รวมถึงการจัดทำรายงานการสำรวจและการตอบสนองต่อความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับ เพื่อให้การก่อสร้างโครงการเป็นไปตามความต้องการและความพึงพอใจของชุมชนท้องถิ่น กลุ่มบริษัทฯ ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่กำหนดไว้ในรายงานการดำเนินการ เช่น การจัดทำรายงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยคณะทำงานของกลุ่มบริษัทฯ ได้รับความร่วมมือจากชุมชนและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้น เพื่อสร้างช่องทางในการสื่อสารและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโครงการและชุมชน นอกจากนี้กลุ่มบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในการส่งเสริมกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ เช่น การศึกษา ประเพณีวัฒนธรรม ศาสนา สาธารณประโยชน์ เป็นต้น โดยการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ

เพื่อให้การดูแลสังคม ชุมชนท้องถิ่น มีแนวทางที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม กลุ่มบริษัทฯ ได้สื่อสารมาตรการป้องกันและลดผลกระทบให้ทราบทั่วกันทั้งภายในโครงการและต่อชุมชนภายนอก

3. การปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และลดผลกระทบคุณภาพสิ่งแวดล้อมต่อชุมชน (Compliance and Measurement)

3.1 เกณฑ์การปฏิบัติด้านคุณภาพอากาศ

กลุ่มบริษัทฯ ติดตั้งแผงพลาสติก รั้ว หรือผ้าใบ ฉีดพรมน้ำในบริเวณพื้นที่ที่มีกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายและบริเวณถนนทางเข้าพื้นที่ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้า-บ่าย) หรือพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ปิดคลุมส่วนท้ายยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ใด ๆ จากการรื้อถอน ชนิดที่สามารถฟุ้งกระจายลงบนพื้นผิวจราจร ทางโครงการจะทำการปิดคลุมรถบรรทุกเมื่อมีการขนย้ายทุกครั้ง และก่อนนำรถออกจากพื้นที่ให้ล้างทำความสะอาดตัวรถและล้อรถที่มีเศษหินดินโคลนหรือทรายที่อาจจะก่อให้เกิดสภาพที่เป็นอันตรายและความสกปรกบนถนน

3.2 เกณฑ์การปฏิบัติด้านเสียง

กลุ่มบริษัทฯ แจ้งแผนการรื้อถอนที่อาจก่อให้เกิดเสียงดังให้ชุมชนทราบอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการรื้อถอน กิจกรรมการรื้อถอนที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางเสี่ยงต่อชุมชนหรือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในบริเวณโดยรอบ ให้มีการดำเนินการเฉพาะในช่วงเวลากลางวัน ยกเว้นกิจกรรมที่จำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่องให้แล้วเสร็จ จะต้องแจ้งให้ผู้นำชุมชนในพื้นที่ทราบก่อนดำเนินการในกิจกรรมนั้น ๆ อย่างน้อย 7 วัน ติดตั้งกำแพงหรือรั้วที่มีลักษณะเป็นแผ่นหนาทึบหรือวัสดุอื่นที่ให้ผลเทียบเท่าและให้มีความสูงกว่าระดับสายตาในบริเวณริมรั้วของพื้นที่รื้อถอน ด้านที่อยู่ติดหรือใกล้เคียงกับชุมชนหรือพื้นที่อ่อนไหว หากมีกำแพงกั้นเสียง ควรติดตั้งในบริเวณที่ใกล้ที่สุดกับแหล่งกำเนิดเสียง จัดให้มีอุปกรณ์ป้องกันเสียงให้คนงานที่ทำงานบริเวณที่มีเสียงดัง และควบคุมระดับเสียงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการทิ้งสิ่งของจากที่สูง หากจำเป็นควรมีวัสดุรองรับเพื่อลดเสียงกระทบกันของสิ่งของกับพื้นที่ที่มีการรื้อถอนโดยอาจใช้แผ่นยางหรือพรม เป็นต้น

3.3 เกณฑ์การปฏิบัติด้านคุณภาพน้ำ

กลุ่มบริษัทฯ ตั้งสำนักงานสนามชั่วคราว และที่พักคนงาน พร้อมห้องน้ำห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะและเพียงพอแก่คนงานก่อสร้าง โดยอยู่ห่างจากแหล่งน้ำอย่างน้อย 30 เมตร ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปจากห้องน้ำห้องส้วม เพื่อบำบัดน้ำเสียให้ได้ตามมาตรฐานน้ำทิ้งที่ราชการกำหนดก่อนระบายออกสู่ภายนอก โดยห้ามระบายของเสียใด ๆ ที่ยังไม่ได้มีการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำ และจะต้องมีการสูบน้ำเสียหรือของเสียดังกล่าวไปทิ้งหรือบำบัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากกิจกรรมการรื้อถอนมีการใช้น้ำใต้ดินจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3.4 เกณฑ์การปฏิบัติด้านคมนาคมขนส่ง

กลุ่มบริษัทฯ จัดให้มีป้ายหรือสัญญาณเตือนที่เห็นได้ชัดเจนทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ก่อนถึงพื้นที่รื้อถอนอย่างน้อย 100 เมตร อบรมและควบคุมพนักงานขับรถที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างทุกชนิดให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด หากกิจกรรมการก่อสร้างทำให้ป้ายสัญญาณไฟหรือผิวถนนชำรุดต้องรีบดำเนินการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน

3.5 เกณฑ์การปฏิบัติด้านการจัดการมูลฝอยและกากของเสีย

จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์รองรับขยะที่เกิดขึ้นจากคนงานไว้ตามบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงานและบริเวณที่พักคนงานให้พอเพียง และประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อดำเนินการกำจัดขยะ

เกณฑ์การปฏิบัติด้านอาชีวอนามัย สุขภาพ และความปลอดภัย โดยมีการบริหารจัดการความปลอดภัยในการทำงานตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการรื้อถอนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ติดตั้งป้ายประกาศเตือนแนวเขตพื้นที่รื้อถอนของโครงการในสถานที่ที่มองเห็นได้ชัดเจนและรับทราบได้ง่าย

3.6 เกณฑ์การปฏิบัติด้านเศรษฐกิจ สังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชน

กลุ่มบริษัทฯ ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการรื้อถอนอุปกรณ์ เครื่องจักร หรืออาคารโรงไฟฟ้าโดยการติดป้ายประกาศในบริเวณพื้นที่โครงการหรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียรับทราบโดยทั่วกัน ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วันก่อนการดำเนินการรื้อถอน จัดให้มีเจ้าหน้าที่ของโครงการลงพื้นที่เป็นระยะ ๆ ตลอดช่วงการรื้อถอน เพื่อสอบถามและรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนใกล้เคียงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับจากกิจกรรมการรื้อถอนของโครงการ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และจัดให้มีศูนย์ประสานงานรับข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความเดือดร้อนที่ได้รับจากการรื้อถอนโครงการ

3.7 เกณฑ์การปฏิบัติด้านการฟื้นฟูสภาพพื้นที่

ภายหลังการรื้อถอนอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วเสร็จ กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินการปรับสภาพพื้นโครงการให้มีลักษณะที่เหมาะสมต่อการพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันให้มากที่สุดโดยไม่เป็นอุปสรรคต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย

4. การส่งเสริมเศรษฐกิจ (Economic Promotion and Development)

4.1 กลุ่มบริษัทฯ พิจารณาการจ้างงานในท้องถิ่นเป็นหลักหากมีอัตรากำลังที่ต้องการและมีบุคลากรในชุมชนที่มีคุณวุฒิตรงกับความต้องการของกลุ่มบริษัทฯ เพราะการจ้างงานในท้องถิ่นนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ ในการสรรหาแล้ว ชุมชนเองก็จะได้ประโยชน์ในการมีงานทำในพื้นที่ใกล้บ้านเช่นกัน

4.2 การซื้อวัตถุดิบการเกษตรในท้องถิ่นเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล เป็นอีกหนึ่งแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการซื้อพืชผลทางการเกษตรที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์หลักได้ เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด เศษไม้ ต้นและใบอ้อย เป็นต้น

5. คุณภาพชีวิต (Quality of life)

เพื่อให้การพัฒนาอย่างยั่งยืนเกิดขึ้นไปด้วยกัน กลุ่มบริษัทฯ กำหนดโครงการ “Light for Life” ให้เป็นโครงการหลักในการสนับสนุนชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเริ่มโครงการในช่วงปลายปี พ.ศ. 2566 มุ่งเน้นการใช้ความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ (CSR in Process) สร้างประโยชน์ให้กับชุมชน เช่น โรงเรียน วัด พื้นที่สาธารณะ เป็นต้น ด้วยการติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โซลาร์รูฟท็อป เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าให้กับสถานที่ที่ติดตั้ง มีการเก็บข้อมูลเพื่อวัดผลเปรียบเทียบ นอกจากนี้ยังติดตามต่อเนื่องด้วยอุปกรณ์ตรวจวัดผ่านสัญญาณอินเทอร์เนทในพื้นที่ที่มีสัญญาณ พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่เข้าบำรุงรักษาระบบผลิตฯ

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

นโยบายการพัฒนาความยั่งยืนองค์กร
นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน
รายงาน โครงการประเมินผลกระทบทางสังคมผ่านเครื่องมือรอยเท้าผลกระทบทางสังคมของ บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
รายงานผลสำรวจชุมชนปี 2566
รายงานผลสำรวจชุมชนปี 2567
รายงานผลสำรวจชุมชนปี 2568